Saturday, April 18, 2015

Yasukuni Shrine, Here I Come!

วันนี้ ไปเปิดหน้าที่ศาลเจ้า "ยาซูกูนิ" อันโด่งดังกลางเมืองโตเกียวสำหรับรายการ "ไทม์ไลน์สุทธิชัย หยุ่น" ที่เตรียมซีรีส์ว่าด้วยความสัมพันธ์จีนกับญี่ปุ่นที่ผมวางแผนไว้จะนำเสนอให้ลุ่มลึกและเปิดกว้างให้คนไทยได้ทำความเข้าใจกับประเด็นใหญ่ของการเมืองและการทูตภูมิภาคนี้

ศาลเจ้าแห่งนี้อยู่เขตชิโยดะของโตเกียว สร้างโดยจักรพรรดิเมจิเพื้อรำลึกถึงดวงวิญญาณของคนที่สละชีวิตเพื่อประเทศตั้งแต่ปีแรกของการฟื้นฟูชาติที่เรียกว่า Meiji Restoration เมื่อปี ค.ศ. 1886 ถึงปี 1947 เมื่อญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ

ต่อมาเป้าหมายของศาลเจ้าขยายผลพวงด้วยการเพิ่มรายชื่อของผู้สละชีพเพื่อประเทศในสงครามทั้งหลายที่ญี่ปุ่นมีส่วนร่วมด้วย

กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งเพราะ "อาชญากรสงคราม" ของญี่ปุ่นก็ปรากฏอยู่ในรายชื่อของ "วีรชนในประวัติศาสตร์"ที่ควรจะได้รับการยกย่องและสรรเสริญในฐานะ "ผู้พลีชีพเพื่อชาติ" ด้วย

ทำให้จีนและเกาหลีใต้รวมไปถึงประเทศที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานประท้วงทุกครั้งที่นายกฯญี่ปุ่น, นักการเมืองหรือผู้มีตำแหน่งสำคัญในประเทศมาทิพิธีรำลึกถึงดวงวิญญาณของรายชื่อเหล่านี้ด้วย

ในรายชื่อที่ศาลเจ้าแห่งนี้มีทั้งหมด 2,466,532 ทั้งผู้ชาย, ผู้หญิงและเด็ก

รวมถึง "อาชญากรสงคราม" 1,068 คน

ในจำนวนนี้มี "อาชญากรสงครามระดับหนึ่ง" หรือ Class A 14 คน

​Class A หมายถึงคนที่ศาลพิเศษระหว่างประเทศทางทหารสำหรับตะวันออกไกลหรือ International Military Tribunal for the Far East (IMTFE) ตัดสินว่ามีความผิดทั้งร่วมวางแผนหรือนำแผนไปปฏิบัติและมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำอันถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม

จักรพรรดิฮิโรฮิโตทรงตัดสินพระทัยไม่ไปเยือนศาลเจ้ายาซูกูนิตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978 ด้วยไม่ต้องการให้เกิดประเด็นทางการเมืองกับประเทศอื่นที่เป็นเหยื่อของทารุณกรรมอันเกิดจากการกระทำของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จนถึงปี 1989 เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์

แต่นักการเมืองญี่ปุ่น รวมถีงคนระดับนายกรัฐมนตรีได้สร้างความไม่พอใจให้กับเพื่อนบ้านเช่นจีนและเกาหลีใต้ด้วยการไปทำพิธีรำลึกดวงวิญญาณของนักรบในอดีตเหล่านี้

เพราะถือว่าการแสดงออกเช่นนี้เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าผู้นำญี่ปุ่นยังไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดต่อการทำสงครามที่สังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยมทารุณเลยแม้แต่น้อย

มิหนำซ้ำยังใช้พิธีศาสนาชินโตของศาลเจ้าแห่งนี้เหยียบย่ำความรู้สึกปวดร้าวของเหยื่อสงครามที่ญี่ปุ่นได้ย่ำยีทั้งทางกายและใจอย่างยิ่งอีกด้วย

อดีตนายกฯจูนิชิโร โคอิซูมิเป็นหนึ่งในอดีตผู้นำที่สร้างความร้าวฉานกับต่างชาติด้วยการไปเยือนศาลเจ้าแห่งนี้อย่างเปิดเผย แม้จะอ้างว่าไปในฐานะส่วนตัวก็ตาม

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2005 เขาปรากฏตัวที่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นครั้งที่ห้าตั้งแต่รับตำหน่งนายกฯ

นายกฯชินโซะ อาเบะคนปัจจุบันเคยเป็นทำพิธีที่ศาลเจ้าหนึ่งครั้งเมื่อเดือนเมษายน ปี 2006 และถึงวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีชัดเจนว่าเขาและคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะถือว่าการไปทำกิจกรรมที่ศาลเจ้ายาซูกูนิถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลนี้หรือไม่อย่างไร

วันนี้ ผมสังเกตว่าคนญี่ปุ่นทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และคนรุ่นใหม่ก็ยังไปยืนเคารพศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ขาดสาย ไม่ว่าพวกเขาและเธอจะเข้าใจความสลับซับซ้อนของปัญหาระหว่างประเทศอันเกิดจากท่าทีทางการเมืองของผู้นำญี่ปุ่นและเพื่อนบ้านหรือไม่ก็ตาม


No comments:

Post a Comment